ตุทซี่เป็นคนดั้งเดิม
รูอันดา อูรุนดิ (ปี คศ ๑๘๘๗ ถึง ๑๙๑๔)
ที่ราบสูงรวันดาและบูรุนดี ทางด้านทิศตะวันออกของทะเลสาบคิวู (Kivu) คือดินแดนผืนสุดท้ายที่คนขาวจากยุโรปขยายอาณานิคมยึดครองได้ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ ก่อนหน้านั้น ตำนานท้องถิ่นกล่าวถึงคนร่างโย่งเลี้ยงสัตว์ หรือเผ่าตุทซี่อาศัยอยู่ในแถบนี้ไปจนถึงแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ทางเหนือและมีอำนาจเหนือชาวฮูตู ทั้งสองเผ่าต่างอยู่อาศัยด้วยวิถีเกษตรกรรม
หลักฐานทางประวัติศาสตร์เริ่มต้นที่การครองอำนาจของกษัตริย์รวาบูกิริ ขึ้นครองราชย์ในปี ๑๘๖๐ ครอบครองอำนาจทั่วแคว้นที่เทียบได้กับรวันดาในปัจจุบัน โดยชาวตุสซี่ส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นข้าราชการและฮูตูคือชนชั้นล่าง ความแตกต่างระหว่างตุสซี่กับฮูตูเป็นเรื่องที่แยกแทบไม่ออกเพราะการแต่งงานข้ามเชื้อชาติกันมานานหลายชั่วอายุคนและการยอมรับการอยู่ด้วยวัฒนธรรมแบบเดียวกันมานาน แต่สิ่งที่พอจะแยกตุทซี่ออกจากฮูตูได้คือ ฐานะทางสังคมและอาชีพการงาน คนตุทซี่มีฐานะทางสังคมที่สูงกว่าและส่วนใหญ่จะเลี้ยงสัตว์ ขณะเดียวกันฮูตูอยู่ในฐานะทางสังคมที่ต่ำกว่าและเป็นเกษตรกร
ชาวยุโรปชาติแรกที่เข้าไปในรวันดา คือ เยอรมัน (German, Count von Götzen) เข้าไปในรวันดาในปี ๑๘๙๔ เพื่อเยี่ยมชนศาลรวาบูกิริ กษัตริย์รวันดาเสด็จสวรรคตในปีต่อมา ขณะที่รวันดากำลังยุ่งเหยิงทางการเมืองเกี่ยวกับการสืบสันตติราชวงศ์ เยอรมันบุกเข้ายึดรวันดาจากทางแซนทาเนียในปี ๑๙๘๗ เพื่ออ้างเอาดินแดนให้กับไกเซอร์ ขณะนั้นบูรุนดียังเป็นรัฐอิสระทางตอนใต้แต่เยอรมันก็ยึดรวมทั้งสองรัฐโดยเรียกว่า รวันดา อูรุนดิ
การปกครองของเยอรมันเป็นไปโดยทางอ้อมโดยใช้ตัวแทนท้องถิ่นหลายต่อ ดังนั้นผลของการปกครองของเยอรมันจึงไม่ได้มีผลมากนักหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในปี ๑๙๑๔ ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดของเยอรมัน
อาณานิคมของเบลเยี่ยม ๑๙๑๔ ถึง ๑๙๖๒ ตั้งตุทซี่ปกครองฮูตู คือสาเหตุแห่งความรุนแรง
เมื่อเยอรมันบุกเบลเยี่ยม ในตอนเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เบลเยี่ยมโจมตีพื้นที่อาณานิคมคืนในแถบแอฟริกากลาง กองกำลังเบลเยี่ยมรุกเข้าทางตะวันออกจากคองโก (ซึ่งเป็นอาณานิคมของเบลเยี่ยมอยู่ก่อนแล้ว) และเข้ายึดรวันดาอูรุนดีในปี ๑๙๑๖ และเมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง สันนิบาตชาติ (League of Nations) ยกพื้นที่รวันดาให้อยู่ในความดูแลของเบลเยี่ยม
ตั้งแต่ปี ๑๙๒๕ รวันดาอูรุนดีอยู่ในความปกครองของเบลเยี่ยมร่วมกับคองโกแต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การปกครองคองโกอยู่ในความดูแลของบรัสเซลล์ ส่วนรวันดาอุรุนดีอยู่ในการปกครองโดยอ้อมจากตุทซี่อีกต่อหนึ่ง นี่คือสาเหตุแห่งปัญหาความขัดแย้งของสองเผ่า เบลเยี่ยมเองเข้าใจถึงผลกระทบข้อนี้แต่กลับปล่อยให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกและปกครองที่ประเทศเจ้าอาณานิคมทั้งหลายเขาทำกัน ผลที่เกิดขึ้นกับรวันดาร้ายเกินกว่าที่นักปกครองเบลเยี่ยมจะคาดการณ์ได้
ฮูตูคือแรงงานทาสเบี้ยล่างของอีกเผ่าหนึ่งคือ ตุทซี่ ในขณะที่แรงงานทาสในอาณานิคมอื่น ๆ มีคนขาวคือ จักรวรรดินิยมยุโรป นับตั้งแต่ปี ๑๙๓๓ คนในเขตปกครองรวันดาอุรุนดีจะได้รับการออกบัตรแบ่งเชื้อชาติ คือจะเป็นฮูตู (ร้อยละ ๘๕) หรือ ตุทซี่ (ร้อยละ ๑๔) ส่วนที่เหลือเป็นเผ่าอื่น ๆ ไม่เกินร้อยละ ๑
ประกาศเอกราชปี ๑๙๖๒
สาเหตุของสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะมาจากสาเหตุอื่น ๆ ไปมิได้นอกจากการวางแผนเลือกปฏิบัติเช่นนี้ของลัทธิล่าอาณานิคมและการแบ่งแยกและปกครอง ข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดคือ ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าหรือเชื้อชาติที่รุนแรงขนาดนี้มิเคยเกิดขึ้นเลยในดินแดนแห่งนี้(โดยเฉพาะสองชนเผ่านี้) เหตุการณ์ที่ส่อถึงความรุนแรงในอนาคตเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงใกล้จะประกาศเอกราชในทศวรรษที่ ๕๐
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองชนเผ่าระอุขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฝ่ายฮูตูหัวรุนแรงได้รณรงค์ทุกวิถีทางที่จะจัดการกับตุทซี่ ในปี ๑๙๕๗ ผู้นำฮูตู Grégoire Kayibanda ตีพิมพ์เอกสาร ชื่อ “Hutu Manifesto” คล้ายกับเป็นคัมภีร์คัดเลือกเผ่าพันธ์ฮูตูเพียง
รวันดาอุรุนดี ทั้งสองรัฐเหนือใต้ได้รับเอกราชในปี ๑๙๖๒ แต่มีความกดดันจากสหประชาชาติให้รวมกันเป็นรัฐเดียว รวันดาเปลี่ยนชื่อสะกดจาก “Ruanda” เป็น “Rwanda” และสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐ (Republic) เพราะเนื่องมาจากกษัตริย์ได้สละราชสมบัติและหนีไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันอุรุนดี เปลี่ยนชื่อเป็นราชอาณาจักรบุรุนดีเพราะยังมีกษัตริย์อยู่
การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกได้นำมาซึ่งชัยชนะให้กับผู้นำหัวรุนแรงฝ่ายฮูตู Grégoire Kayibanda และการฆ่าล้างเผ่าพันธ์เริ่มต้นและยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อมีการท้าทายจากตุทซี่ที่พยายามข้ามชายแดนมาช่วยเพื่อนร่วมเชื้อชาติทางตอนใต้ของรวันดาในปี ๑๙๖๓ รัฐบาลฮูตูโต้ตอบอย่างรุนแรงด้วยการจัดการขั้นเด็ดขาดกับตุทซี่มากขึ้น ในช่วงแรกนี้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนตุทซี่ไปกว่า ๑๔๐๐๐ คน เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ให้ความเห็นว่า “เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่โหดร้ายและทำเป็นระบบที่สุดนับตั้งแต่โฮโลคอสท์ของเยอรมันต่อชาวยิว” แต่เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์คงยังไม่รู้ว่านี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสองทศวรรษต่อมา
ในระหว่างการบริหารของรัฐบาลชั่วคราว ได้เกิดการรัฐประหารภายในรัฐบาลฮูตู ปี ๑๙๗๓ คายิบันดา (Kayibanda) ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้นำโดยกลุ่มของนายพล จูเวนัล ไฮเบียรีมานา (Juvénal Habyarimana)
ไฮเบียรีมานาอยู่ในอำนาจถึง ๒๑ ปี ปกครองด้วยความเด็ดขาดแบบเผด็จการ (โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตกหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส) นโยบายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติของแต่ละชนเผ่าเริ่มสร้างปัญหาในแถบชายขอบของรวันดา โดยเฉพาะแถบชายแดน มีชาวตุทซี่อาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่และยิ่งนานวันขึ้นชาวตุทซี่กลับรู้สึกว่าพวกเขาไม่เป็นที่ต้องการในรวันดา มีความพยายามที่จะส่งชาวตุทซี่กลับเข้ารวันดาแต่ทางรัฐบาลปฏิเสธที่จะรับกลับ
ในปี ๑๙๘๖ ไฮเบียริมานาออกนโยบายที่จะไม่รับผู้อพยพรวันดากลับเข้าประเทศ ทำให้ชาวรวันดา (ตุทซี่) ที่อยู่นอกรวันดาตั้งกองกำลังกู้ชาติ (Rwandan Patriotic Front - RPF) เพื่อต่อสู้ปลดปล่อยจากการปกครองของไฮเบียรีมานา
ก่อนถึงวันวิปโยค (๑๙๙๐ - ๑๙๙๔)
ยิ่งมีความพยายามของตุทซี่ที่อยู่นอกรวันดากลับเข้าไปต่อสู้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมเชื้อชาติมากยิ่งเท่าใด การกวาดล้างชาวตุทซี่ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดี ฟรองซัวร์ มิตแตรองด์ เป็นผู้สนับสนุนทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และกองกำลังพิเศษ (Paratroops) ในปี ๑๙๙๐
การรณรงค์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตุทซี่ทำเป็นระบบมากขึ้นในสื่อต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะในเดือนธันวาคม ปี ๑๙๙๐ มีการตีพิมพ์บัญญัติ ๑๐ ประการของฮูตูออกมาซึ่งบัญญัติความจงเกลียดจงชังให้เกิดแก่ชนเผ่าตุทซี่ และหนึ่งในข้อบัญญัติให้ระบุด้วยว่า “ต้องฆ่าตุทซี่ทั้งหมดและฮูตูที่ให้ความ ช่วยเหลือตุทซี่ด้วย” (Moderate Hutu) “ชาวฮูตูจะต้องไม่มีความเมตตาต่อตุทซี่”
เพื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลของไฮเบียริมาน่าได้ทำการคัดเลือกชายหนุ่มแข็งแรงชาวฮูตูเข้าเป็นหน่วยสังหารใช้ชื่อว่า “Interahamwe” โดยมีความหมายว่า “นักสังหารหมู่” ภาพที่เห็นของหน่วยสังหารเหล่านี้ คือ ยืนอยู่ตามถนนต่าง ๆ เพื่อคอยตรวจการณ์และจับชาวตุทซี่ไปฆ่าหรือรวมกลุ่มเป็นหมู่ไปค้นและเผาบ้านของชาวตุทซี่ การยุยงจากรัฐบาลถือว่ามีส่วนอย่างมากในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถูกกดดันจากนานาชาติมากขึ้นและความที่หน่วยสังหารหมู่ขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถยุติการต่อต้านจากกองกำลังตุทซี่ที่มาจากนอกรวันดา (RPF) ไฮเบียริมาน่าเริ่มที่จะเปลี่ยนท่าทีและหันมายอมตกลงเจรจาสันติภาพ ในปี ๑๙๙๒ และในปีต่อมากระบวนการสันติภาพเริ่มดำเนินการไปเรื่อย ๆ ทำให้ไฮเบียริมาน่าเริ่มไม่เป็นที่พอใจของฮูตูที่นิยมความรุนแรง ในปี ๑๙๙๓ หลังจากการเจรจากันที่อรูชา (Arusha) ประเทศแทนซาเนีย ไฮเบียริมาน่าเซ็นสัญญากับกองกำลัง RPF ยุติสงครามอย่างเป็นทางการ ข้อตกลงสัญญาอรูชา ไฮเบียริมาน่ารองรับสิทธิในการกลับคืนประเทศของชาวตุทซี่ และเตรียมการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเองได้รับการเชื้อเชิญเข้ามาเพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้
สถานการณ์น่าจะนำไปสู่สันติภาพ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เครื่องบินของนายพลไฮเบียริมาน่าและผู้นำของบุรุนดีถูกยิงตก ทั้งสองเสียชีวิตทันที ข้อกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของฝ่ายฮูตูที่นิยมความรุนแรงที่ไม่พอใจการประนีประนอมของไฮเบียริมาน่า แต่ก็นำมาซึ่งข้ออ้างให้กับฮูตูในการที่จะกวาดล้างเผ่าตุทซี่ทันที วิทยุของรัฐบาลได้ออกประกาศให้ทีมสังหารหมู่ตามล่าชาวตุทซี่และฮูตูที่ช่วยเหลือชาวตุทซี่และจัดการฆ่าให้หมด ข้อความสำหรับหน่วยสังหารหมูคือ “จัดการกับแมลงสาบ” ให้สิ้นซาก
ในวันที่ ๒๙ เดือนเมษายน ๑๙๙๔ วิทยุรัฐบาลออกประกาศว่า วันที่ ๕ พฤษภาคม เป็นวัน “สังหาร” โดยกำหนดให้คิกาลี เมืองหลวงของรวันดาปลอดจากคนตุทซี่ และประกาศของวิทยุยังย้ำถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนกว่านั้นคือ สำหรับหญิงมีครรภ์ ต้องนำเด็กทารกที่อยู่ในมดลูกออกมาสังหารด้วย น่าสลดที่ว่าสหประชาชาติไม่สามารถหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ครั้งนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่เครื่องมือสังหารมีเพียงมีดทำการเกษตรธรรมดา คาดกันว่ามีชาวตุทซี่ถูกฆ่าไปกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คนจากภายในเวลาไม่ถึง ๑๐๐ วัน เหตุการณ์สยองขวัญในปี ๑๙๙๔ มิใช่เป็นเพียงจุดจบของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ระหว่างชาวตุทซี่กับฮูตู ความแค้นและการล้างแค้นยังจะมีต่อไป
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น