วันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ด อลัน เดอโชวิทซ์ เนติบริกรโดนสอยร่วงกลางอากาศ




การโต้วาทีระหว่างศาสตราจารย์กฏหมายหมาลัย ฮาร์วาร์ด อลัน เดอโชวิทซ์ เขียนหนังสือเรื่อง The Case for Israel เพื่อสร้างความชอบธรรมกับอิสราเอลที่บุกยึดปาเลสไตน์โดยเดอโชวิทซ์เห็นว่าอิสราเอลไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อปาเลสไตน์ พูดง่าย ๆ ว่า อลัน เดอโชวิทซ์กำลังสร้างความชอบธรรมให้กับอิสราเอลในการเข้าไปบุกยึดกาซ่าและเวลต์แบงค์ และกำลังจัดการให้ข้อมูลแตกต่าง (Disinformation) จากกลุ่มหัวเอียงซ้ายในอเมริกา ไม่แน่ใจว่าอลัน เดอโชวิทซ์แรงจูงใจอะไรเป็นเรื่องสำคัญเพราะทั้งชีวิตนี้เขาปกป้องและสร้างภาพอิสราเอลให้ดูดีอยู่เสมอ เพราะความที่เป็นนักกฏหมายก็อาจเห็นอิสราเอลเป็นจำเลยของสังคมโลก เช่นเดียวกับที่เขาเห็นว่าโอเจ ซิมป์สันก็เป็นจำเลยของสังคมอเมริกัน แต่โชคดีของสังคมอเมริกันที่ไม่ได้ปล่อยให้นักกฏหมายครอบงำความคิดคนอื่นได้หมด ยังมีนักวิชาการที่มีความรู้จริงและแม่นยำในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อย่างศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเดอพอล นอร์แมน ฟิงกิลสไตน์ (Norman Finkelstein) เป็นนักประวัติศาสตร์รัฐศาสตร์ที่แม่นยำมากในเรื่องอิสราเอล ปาเลสไตน์ ค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าหนังสือของเดอโชวิทซ์หลอกหลวงและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไร นี่แหละคือความรู้เป็นอาวุธสำคัญ

การโต้เถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันเพราะศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดมั่วเขียนหนังสือหวังทำผิดให้เป็นถูก ไปอ้างหนังสือของโจนส์ ปีเตอร์ที่เขียนฟุตโน้ตมั่วไปหมดแต่อิสราเอลกับยกย่องหนังสือเล่มนี้ ฟิงกิลไตน์บอกว่า เดอโชวิทซ์ไม่ควรจะสอนที่ฮาร์วาร์ดเพราะเป็นที่น่าอับอายมาก ที่อ้างมาร์ค ทเวน ในหนังสือโจนส์ ปีเตอร์ กว่า ๑๕ แห่งแต่ไม่ยักกะเขียนว่าอ้างจากโจนส์ ปีเตอร์ ประการที่สอง คือ ในหนังสือต้นฉบับเขียนจำนวนคนอาหรับทีอพยพ ๒๐๐๐๐๐ ถึง ๓๐๐ ๐๐๐ แต่เดอโชวิทซ์เขียน ๒๐๐๐ ถึง ๓๐๐๐ ลดไปกว่าร้อยเท่า แต่ก็ไม่เป็นไรถือว่าเป็นเรื่องสะกด

ประการที่สาม คือ เดอโชวิทซ์อ้างว่าอิสราเอลไม่เคยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการฆ่าคนโดยไม่ได้ตั้งใจ ดูสิมันพูดไปได้ไง ฟิงกิลสไตน์ก็เลยสวนหมัดหนักอย่างจังให้อ่านรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนถึงกรณีที่ทหารอิสราเอลใช้รถถังเหยียบคนพิการที่มีธงขาวติดอยู่ที่รถเข็นด้วยแบนแต็ดแต๋กันไปทั้งคนและรถเข็น ฟิงกิลสไตน์ถามว่านี้ไม่ได้จงใจฆ่าหรือ ในท้ายที่สุดฟิงกิลสไตน์ขอให้เดอโชวิทซ์บอกว่าเขาไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้และไม่มีความภูมิใจกับหนังสือเล่มนี้เพราะมันเป็นเกมตบตา มันหลอกได้ก็สำหรับชาวบ้าน แต่หลอกนักวิชาการไม่ได้

แต่ก็นั่นแหละ นักกฏหมายมันก็หาทางไปเรื่อย ๆ เฮ้อ มั่วจริง ๆ

Key words: Norman Finkelstein, Alan Dershowitz, Joan Peters, The Case for Peace, The Holocaust Industry,
Websites:
http://www.democracynow.org/
http://www.normanfinkelstein.com/poisonous-ravings/
http://www.alandershowitz.com/

วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

"แบ่งแยกแล้วปกครอง" แนวคิดสงครามและความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ


สาเหตุแห่งสงครามและความขัดแย้งทุกพื้นที่ในโลกนี้ประการหนึ่งมาจากการแบ่งแยกแล้วปกครอง การแบ่งเส้นทางการปกครองของประเทศลงไปตรงกลางระหว่างกลุ่มชนแล้วทำให้เกิดปัญหาชนกลุ่มน้อยกับอีกประเทศหนึ่ง กรณีตัวอย่างมีอยู่ทั่วโลก สังเกตุได้ง่าย ๆ จากประเทศอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศษ วันนี้ เดวิด บาซาเมียน ให้สัมภาษณ์กับ Deep Dish TV ถึงปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เอเซียใต้ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน และอินเดีย เดวิด ชี้ให้เห็นว่าเป็นเพราะการขีดเส้นแบ่งดูรันและสถาปนารัฐสมัยใหม่คือปากีสถานและอัฟกานิสถานในปี ๑๘๙๓ ทำให้ชนชาวปัชตูนส่วนน้อยกว่าสองล้านคนตกอยู่ในแผ่นดินปากีสถานซึ่งอัฟกานิสถานไม่ยอมรับเส้นแบ่งนี้แต่ให้ความสำคัญกับเส้นแบ่งทางเชื้อชาติมากกว่า ในขณะเดียวกันรัฐบาลปากีสถานปัจจุบันก็กลายเป็นผู้ไร้แผ่นดิน อังกฤษโดยเซอร์ Henry Mortimer Durand ต้องการลงโทษนักโทษทาลีบันที่ก่อการกบฏในช่วงที่อังกฤษปกครองอินเดียอยู่ (จริง ๆ แล้วไม่ต้องเรียกว่าการลงโทษ ต้องเรียกว่า "การวางยา" เพราะนี้คือเครื่องมือทางการเมืองของอังกฤษอยู่แล้ว) กลุ่มนักรบทาลีบันก็คือเกิดจากกลุ่มที่ไม่ยอมรับเส้นแบ่งนี้ตั้งแต่อดีตเพราะมันไปแบ่งพื้นทีทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของปัชตูน ที่สำคัญเดวิด บาซาเมียนชี้ให้เห็นว่า สงครามในอัฟกานิสถานที่อเมริกากำลังทำอยู่ไม่ได้ยุติเพียงแค่นี้ แต่มันแพร่ขยายเข้าไปในปากีสถานอย่างเลี่ยงไม่ได้ มิใช่แค่เฉพาะในเขตภูเขาสวัตอย่างเดียวแต่มันจะแพร่เข้าไปในอิสลามาบัดและเมืองใหญ่อื่น ๆ การที่ทหารอเมริกันเข้าไปทำสงครามในปากีสถานเพื่อจัดการกับปัชตูนจะยังความโกรธแค้นให้กับชาวปากีสถานมากขึ้นซึ่งจะส่งผลร้ายต่อรัฐบาลปากีสถานเพราะปัจจุบันเองคนปากีสถานไม่ได้รู้สึกว่ารัฐบาลปากีสถานกำลังรับใช้คนปากีสถานแต่กำลังรับใช้จักรวรรดินิยมอเมริกาต่างหาก

นโยบายต่างประเทศอเมริกัน (ต่อ)

วิลเลียม บลุม ได้นำเสนอภาพย้อนหลังของการแทรกแซงทางการเมืองของรัฐบาลอเมริกันต่อประเทศอื่น ๆ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (๑๙๔๕) เป็นต้นมา เป็นภาพที่พิสูจน์ได้ชัดเจนถึงแนวคิด พฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นนี้

บลุมเห็นว่าแรงจูงใจที่ผลักดันนโยบายต่างประเทศอเมริกันมิใช่มาจากการต้องการให้สังคมโลกได้มีศีลธรรมแต่เกิดจากแรงจูงใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้
๑. ช่วยให้บรรษัทข้ามชาติอเมริกันได้ทำงานสะดวกมากขึ้นและปลอดภัยขึ้นในการเข้าไปดูดทรัพยากรจากประเทศอื่น ๆ
๒. ช่วยส่งเสริมธุรกิจของบรรษัทค้าอาวุธซึ่งต่างได้ตอบแทนนักการเมืองในสภา
๓. ยื่นมือออกไปจัดการยับยั้งหรือป้องกันชาติที่จะหันไปหาอุดมการณ์ทางการเมืองอื่นที่นอกเหนือจาก แคปปิตอลิซึ่ม (ทุนนิยมเสรี)
๔. ทำตัวเป็นหัวโจก (Hegemony) ทางเศรษฐกิจและการเมือง

สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการแทกแซงทางการเมืองกับกว่า ๗๐ ประเทศดังนี้ (รายละเอียดอ่านต่อที่ http://www.thirdworldtraveler.com/Blum/US_Interventions_WBlumZ.html)

China, 1945-49: ช่วยเจียงไคเช็กต่อต้านกับจีนคอมมิวนิสต์

Italy, 1947-48: แทรกแซงการเลือกตั้งข้ออ้างเพื่อรักษาประชาธิปไตยในอิตาลี

Greece, 1947-49:แทกแซงช่วยเหลือฝ่ายนิโอฟาซิสต์ในกรีก

Philippines, 1945-53:กองกำลังทหารอเมริกันต่อสู้กับพวกฮัก (Huks) ตั้งแต่ในขณะที่พวกฮักส์ได้ต่อสู้กับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก กองกำลังอเมริกันจัดการกับกองกำลังฮักส์อย่างราบคาบและได้ตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นที่จำกันได้ดี คือ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เผด็จการหาตัวจับยาก

South Korea, 1945-53:
Albania, 1949-53: ร่วมมือกับอังกฤษพยายามโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์และตั้งรัฐบาลหุ่นแต่ไม่สำเร็จ

Germany, 1950s: ซีไอเอมีลูกเล่นแพรวพราว ทั้งก่อการร้าย และสงครามจิตวิทยากับเยอรมันตะวันออก และนำไปสู่การสร้างกำแพงเบอร์ลินในปี ๑๙๖๑

Iran, 1953:โค่นล้มนายกรัฐมนตรีมอสซาแด็ก ครั้งนี้สหรัฐอเมริการ่วมมือกับอังกฤษ มอสซาแด็กได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยเสียงข้างมากอย่างเป็นประชาธิปไตยมาแล้วแต่ได้ตัดสินใจยึดเอากิจการนำ้มันเอกชนคืนมาเป็นของรัฐ (Nationalization) ทำให้อังกฤษไม่พอใจอย่างย่ิง เกิดการรัฐประหารและฝ่ายอังกฤษได้ตั้งซาห์ขึ้นมาแทน ในช่วง ๒๕ ปีของรัฐบาลหุ่น อังกฤษและอเมริกันได้ผลประโยชน์จากน้ำมันร้อยละ ๔๐ และที่เหลืออีก ๒๐ ก็แบ่งให้ประเทศเล็กน้อยอื่น ๆ ไป

Guatemala, 1953-1990s: เกิดรัฐประหารขึ้นเพื่อโค่นล้มรัฐบาลจาโคโบ อาร์เบนซ์ รัฐประหารครั้งนี้เป็นที่รับรู้กันว่าซีไอเออยู่เบื้องหลังและนำไปสู่การสังหาร การจองจำ ทารุณกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการลักพาตัวผู้นำทางการเมืองและบุคคลสำคัญ และผู้บริสุทธิ์เป็นเวลากว่า ๔๐ ปี คร่าชีวิตผู้คนไปหว่าเรือนแสน ข้ออ้างในการทำรัฐประหารและเข้ามาจัดการกับกัวเตมาลาคือเพื่อเป็นการป้องกันกัวเตมาลาให้รอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสต์โซเวียตซึ่งกำลังรุกคืบเข้ามา แต่ความเป็นจริงแล้วโซเวียตมิได้มีผลประโยชน์ในกัวเตมาลาเลยหรือมีแต่น้อยมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาร์เบนซ์ได้ยึดกิจการต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของบริษัทอเมริกันก่อนหน้านี้คืนมาเป็นของรัฐ (Nationalization)

รายละเอียดจะนำเสนอต่อไป
Middle East, 1956-58:

Indonesia, 1957-58:

British Guiana/Guyana, 1953-64:

Vietnam, 1950-73:

Cambodia, 1955-73:

The Congo/Zaire, 1960-65:
Brazil, 1961-64:
Dominican Republic, 1963-66:

Cuba, 1959 to present:
Indonesia, 1965:
Chile, 1964-73:
Greece, 1964-74:

East Timor, 1975 to present:

Nicaragua, 1978-89:
Grenada, 1979-84:

Libya, 1981-89:

Panama, 1989:

Iraq, 1990s:


Afghanistan, 1979-92:

El Salvador, 1980-92:


Haiti, 1987-94:


Yugoslavia, 1999:

จากนโยบายต่างประเทศ จีนไม่เคยเป็นชาติที่ก้าวร้าวแตกต่างจากอเมริกัน

ผมชอบเขียนอะไรสั้น ๆ เพราะ ประการแรก ไม่ชอบอ่านอะไรยาวมากหากไม่จำเป็น ผมเลิกอ่านงานเขียนของนักรัฐศาสตร์ไปเสียนาน เพราะเบื่อแนวการเขียนที่ไม่กระชับรวบรัด กะเหมือนจะเขียนให้ยาวและเขียนให้ดูโก้หรู ใช้ภาษาที่ฟังไม่ค่อยเข้าใจได้ง่าย ผมเข้าใจนะครับว่านักวิชาการต้องการนำเสนออะไรที่วัดได้ พิสูจน์ได้ และใช้เทคนิคึ่ลเทอมที่อ่านแล้วสื่อความหมายชัดเจนเป็นอันเดียวกันระหว่างหมู่นักวิชาการด้วยกัน แต่ข้อเสียก็คือว่าเราพยายามสร้างความซับซ้อนให้กับองค์ควาามรู้ขึ้นไปเรื่อย ๆ กับเรื่องง่าย หรือกับเรื่องที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ รัฐศาสตร์หรือการเมืองระหว่างประเทศก็คือกิเลส โลภ โกรธ หลง และเล่ห์เหลี่ยมของมนุษยชาตินี่แหละ ประการที่สอง สอดคล้องกับประการแรก คือ เมื่อตนไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ ก็ไม่รบกวนคนอื่นต้องให้อ่านอะไรยาว ๆ เหมือนกัน ก็บอกไปเลยว่าเป็นอย่างไร ประเด็นที่จะเขียนคืออะไร แล้วมีอะไรมาสนับสนุนแนวความคิดหรือวาระบ้าง

วาระแรก คือ ผมไม่คิดว่าจีน รัสเซีย อิหร่าน และรัฐที่อเมริกากล่าวหาว่า "รัฐอันธพาล" ทั้งหลายเป็นอย่างที่สื่อกล่าวหากัน เราไม่เห็นว่ารัฐเหล่านี้เป็นรัฐที่เลวร้ายและชอบรังแกเพื่อนบ้านและสร้างภัยคุกคามให้กับภูมิภาค ผมเริ่มเปลี่ยนความคิดเช่นนี้หลังจากอ่านงานที่นอกเหนือจากสื่อทางเลือกมากขึ้น เช่น www.zmag.org, www.globalresearch.ca, etc. เว็บไซต์เหล่านี้ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจหัวอกประเทศที่สื่อกระแสหลักให้ความสนใจมากขึ้น อย่างน้อยเรารู้ว่า ในประวัติศาสตร์จีนมองเรื่องความมั่นคงของชาติเป็นหลักแต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจีนเคยเข้าไปรุกรานเพื่อนบ้านหรือเป็นภัยต่อเพื่อนบ้าน ในประเด็นเช่น ธิเบต และ ไต้หวัน จีนถือว่าเป็นเรื่องความมั่นคงภายใน เช่นเดียวกันกับ ฮ่องกงและมาเก๊า ที่จีนเฝ้ารอการกลับคืนสู่อ้อมอกของจีนอย่างอดทน แม้ว่าจะนานแค่ไหนจีนก็ไม่เคยใช้กำลังลุกขึ้นมาประหัดประหาร กรณีไต้หวันก็เป็นเช่นเดียวกัน จีนอาจจะลุกขึ้นมาซ้อมรบแต่ไม่ได้ใช้กำลังทางทหารเข้าทำร้ายไต้หวันเลย แต่สิ่งที่เรารู้สึกในตอนนั้นเป็นเพราะสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะฝั่งโลกตะวันตกและโลกเสรีต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น ผมมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของอาจารยเขียน ธีระวิทย์ ทำวิจัยเรื่อง นโยบายต่างประเทศจีน () รู้สึกเข้าใจประเทศจีนและนโยบายต่างประเทศจีนมากขึ้น ความจริงแล้วหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์มาตั้งปี ๒๕๔๑ สิบกว่าปีแล้วแต่เพิ่งได้อ่านเพราะผมไม่ได้อ่านหนังสือของนักรัฐศาสตร์มานานและผมไม่ได้สนใจงานเกี่ยวกับจีนมาก่อน อีกส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าหนังสือเล่มเขียนได้ดี กระชับและไม่เยิ่นเย้อ แม้จะมีควาามยาวถึง ๖๐๐ กว่าหน้าแต่ก็อ่านได้อย่างรวดเร็วและไม่สะดุด หนังสือเล่มนี้ได้ย้ำถึงนโยบายจีนที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างเคารพและไม่แทรกแซงการเมืองภายในของเพื่อนบ้าน ปัญหาเรื่องชายแดนจีนพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้สันติวิธี แม้ว่าจะผ่านวิกฤติกับเพื่อนบ้านมาบ้างแต่จีนก็พร้อมจะลิมเรื่องราวร้าย ๆ และเดินหน้าร่วมกันต่อไปโดยไม่เก็บมาเป็นปัญหาคาใจ สิ่งหนึ่งที่จีนไม่พอใจกับบทบาทของประเทศเล็ก ๆ คือ การนำภัยมาสู่ภูมิภาค เช่น การส่งเสริมให้ประเทศมหาอำนาจมาตั้งฐานทัพและจ่อจรวดนิวเคลียร์ไปยังจีน การทำตัวญาติดีจนเกินไปกับประเทศมหาอำนาจหรืออาจเป็นสุนัขรับใช้จักรวรรดินิยมจนเกินไป หรือการเข้ามาสอดแนมจารกรรมข้อมูลของจีนอยู่เรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้นั่นเองน่าจะทำให้จีนไม่พอใจ แต่ถึงกระนั้นจีนก็ไม่เคยมีท่าทีจะใช้ความรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้าน

พูดถึงเรื่องจีนแล้วดูมันจะแตกต่างกับสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้เชิดชูอุดมการณ์แห่งประชาธิปไตย และการปฏิบัติตามแนวทางจริยธรรมแห่งสิทธิมนุษยชน ผมฟังสุนทรพจน์โดยประธานาธิบดีอเมริกันคนแล้วคนเล่าแล้วเคลิบเคลิ้มไปอยู่พักใหญ่ จอร์จ บุช กล่าวถึง ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และโอบามาพูดถึง "การเริ่มต้นใหม่" (New Beginning) ฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงภาพฝันที่คนจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่ที่ไหนได้สิ่งที่คนเหล่านั้นพูดเป็นแค่อุดมคติที่ชวนให้ฝันขณะเดียวกันความเป็นจริงรัฐบาลอเมริกันมีนโยบายที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พร่ำ่สอนชาวโลกอยู่ตลอด วิลเลี่ยม บลุม ให้นิยามนโยบายต่างประเทศรัฐบาลอเมริกันอย่างนี้ครับ

"หากเราพลิกไปดูประวัติศาสตร์นโยบายต่างประเทศอเมริกันในห้วงศตวรรษที่ผ่านมา เราจะพบเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้คือ
การรุกราน, ทิ้งระเบิด, โค้นล้มรัฐบาลของประเทศอื่น, การยึดครอง, การกดข่ีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่าง ๆ, การลอบสังหารผู้นำทางการเมือง, การแทรกแซงเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง, การแทรกแซงสหภาพแรงงาน, การสร้างภาพทางสื่อ, การจัดหน่วยเฉพาะกิจจัดการหรือสังหารผู้นำหรือบุคคลสำคัญทางการเมือง, การทำทารุณกรรมต่าง ๆ, สงครามชีวภาพ, การขนส่งยูเรเนียม, การค้ายาเสพติด, และแก็งมาเฟีย

http://www.thirdworldtraveler.com/Blum/US_Interventions_WBlumZ.html
http://killinghope.org/

มีต่อ วันหลัง

วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

อาหารธรรมชาติสู้หวัดหมู หวัดนก และไวรัสอื่น ๆ

พืช คือ แอนตี้ไวรัสธรรมชาติ (Natural Anti-Virals)

อย่าลืมว่าโอสถธรรมชาติสามารถช่วยรักษาชีวิตมนุษย์ได้เสมอและเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ประทานให้มนุษย์ตั้งแต่วันแรกของการสร้างโลก ในยามที่โรคระบาดเกิดขึ้นทั่วโลกเช่นนี้ วัคซีนหรือยาแก้ เช่น แทมี่ฟลูจะขาดตลาดและมีการควบคุม เว้นเสียแต่ว่าคุณมีสิทธิพิเศษ เช่น เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสต็อกยาหรือเป็นเจ้าหน้าที่อนามัย ก็จะมีสิทธิเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น และเมื่อโรคหวัดมันกลายพันธ์ วัคซีนก็หมดประโยชน์ ฉีดวัคซีนไปก็เปล่าประโยชน์

โอสถธรรมชาติ คือ พืชที่มีแอนตี้ไวรัส ความจริงคือพืชทุกชนิดมีแอนตี้ไวรัสอยู่แล้วแต่มีต่างกันไปตามความจำเป็นของพืชนนั้น ๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพืชแต่ละชนิดต้องดำรงอยู่ได้โดยการต่อต้านไวรัสอยู่แล้ว หากพืชขาดแอนตี้ไวรัสก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งพืชที่เกิดขึ้นมาจากพื้นดินที่เต็มไปด้วยแบคทีเรียและไวรัส จำต้องผลิตแอนตี้ไวรัสขึ้นมาตลอดเวลาของการดำรงอยู่

แต่โดยวิถีชีวิตที่คุ้นกับการใช้ยาสมัยใหม่ มีความสะดวกกว่า กอปรกับระบบแนวคิดสมัยใหม่ที่ต้องไปปรึกษาแพทย์และยาสมัยใหม่ ทำให้เราสูญเสียความรู้และความสนใจที่จะหันมาใช้ยาจากธรรมชาติ

เก็บความจากเว็บไซต์ http://www.naturalnews.com/Report_Anti-Viral_Remedies_Influenza_5.html

วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

แม่โขงจะตายแล้ว

The Damming of the Mekong:
Major Blow to an Epic River

http://e360.yale.edu/content/feature.msp?id=2162

The Mekong has long flowed freely, supporting one of the world’s great inland fisheries. But China is now building a series of dams on the 2,800-mile river that will restrict its natural flow and threaten the sustenance of tens of millions of Southeast Asians.
by fred pearce

The Swift Boats are long gone. The Mekong delta is peaceful now. Vinh Long, where Americans fought skirmishes with the Vietcong, is now a holiday resort. The Westerners heading off into the remoter regions of the enormous delta point nothing more threatening than a camera — and the only ambush they face is at the hands of traders at the nearby Can Tho floating market.

Vietnam is now a fast-growing, Westernizing economy. But, paradoxically, peace and prosperity is currently the biggest threat to what is one of the world’s last great wild rivers. Almost half a century of wars in southeast Asia kept engineers away from the Mekong. Their plans for giant hydroelectric dams on the river gathered dust. But all that is changing. And on the delta, they have reason to fear the consequences, for the tens of millions of people who rely on the river’s wildness for their supper could soon see their main source of protein dry up.

Last October, Chinese engineers finished construction of the Xiaowan dam on the upper reaches of the River Mekong, in the remote southern province International RiversCompleted last year, China's Xiaowan dam will for the first time catch the great Mekong flood that rushes out of the Himalayan mountains.of Yunnan. The 958-foot Xiaowan dam is the world’s tallest, as high as the Eiffel Tower. Starting this summer, the hydroelectric dam will for the first time catch the great Mekong flood that rushes out of the Himalayan mountains, and then gathers monsoon rains and snowmelt as it surges through the steep gorges of Yunnan. The reservoir will eventually be 105 miles long. The first electricity will be generated next year and help keep the lights on as far away as Shanghai, more than 1,200 miles to the east.

As China rushes to industrialize, a total of eight hydroelectric dams are planned on the Mekong. By 2014, engineers will have completed the Nuozhadu dam, which will be less high but will have an even larger reservoir. The Mekong is destined to become China’s new water tower and electrical powerhouse.

This cascade of dams will be able to store half the entire flow of the Mekong as it leaves China and rushes downstream toward Burma, Thailand, Laos, Cambodia, and Vietnam. In the future, the annual flood will be released gradually as turbines are switched on and off to supply year-round electricity. From then on, the river will rise and fall at the whim of engineers rather than nature.

In late May, a report from the United Nations Environment Programme The dams will largely eliminate the Mekong's annual flood pulse, one of the natural wonders of the world.warned that these dams are “the single greatest threat” to the future of the river and its fecundity. The new regime will largely eliminate the river’s annual flood pulse, one of the natural wonders of the world, and wreck the ecosystems that depend on it.

Aviva Imhof, campaigns director at the International Rivers Network, said that the dams will cause incalculable damage downstream. “China is acting at the height of irresponsibility,” said Imhof. “Its dams will wreak havoc with the Mekong ecosystem as far downstream as the Tonle Sap. They could sound the death knell for fisheries which provide food for over 60 million people.”

Experts in downstream countries have been reluctant to criticize China’s policies. But Professor Ngo Dinh Tuan from Hanoi Water Resources University told Vietnamese reporters last month, “If China builds dams to serve power production, the first impact would be a remarkable reduction of aquatic resources. It would be very dangerous for people who live in the lower section.”

Until now, the waters of the Mekong have been a natural resource for humans and nature alike — on a par with the Amazon rainforest. The 2,800-mile river sustains the world’s second-largest inland fishery, a mainstay of the region’s economy for millennia. It makes the Cambodians, who are among the world’s poorest people, among the best fed. It is a direct result of the intensity of the river’s summer flood, and in particular of one feature of the flood — the river that runs backwards.

That river is the Tonle Sap, a tributary of the Mekong in Cambodia that is the beating heart of the Mekong River system. But according to the author of the UN report, Mukand Babel of the Asian Institute of Technology in Bangkok, Thailand, it is among the river system’s most vulnerable elements. China’s dams could still the beating heart.

For seven months of the year, the Tonle Sap flows from a lake in the center of Cambodia and joins the main river in front of the royal palace in Cambodia’s capital city, Phnom Penh. But each June, that downhill flow halts, and for five months — until November — the river reverses. This happens because the summer floods increase the Mekong’s flow 50-fold. So much water comes coursing down the Mekong that the river’s main channel cannot contain it.

The water has to go somewhere, and it backs up into the Tonle Sap. The tributary flows back upstream for some 125 miles into its lake, which expands hugely, flooding surrounding forests. At the height of the monsoon season, this reverse flow swallows a fifth of the Mekong’s raging waters, making the tiny Tonle Sap for a while one of the world’s biggest rivers, albeit flowing backwards.

During this flood, the submerged forest around the lake becomes the nursery for the Mekong fishery. In the silty water among the tree roots, billions of fish fry grow into fat adults. The flooded forest of the Tonle Sap is one of the most productive ecosystems on Earth. And each November, as the Mekong flood abates, the Tonle Sap turns, the lake empties, and the fish swim out. To mark this annual event, Cambodia has held a huge water festival in Phnom Penh since the 12th century. Over the ensuing months, the fish will migrate for hundreds of miles up and down the Mekong — filling nets that feed tens of millions of people. Two-thirds of the fish in the Mekong begin their life in the Tonle Sap.

The most extraordinary product of this fishery is the giant catfish. The protected species grows up to three meters long and can weigh a third of a ton. Its numbers are declining, but it still lurks in huge hollowed-out pools on the river bed, some of them 400 feet deep, and occasionally turns up in the nets that fishermen put across the Tonle Sap.

This riverine cornucopia happens under the eye of the great temples of Angkor Wat. These remains of an ancient civilization that prospered here a thousand years ago sit on the lake’s north shore, on the fringe of the flooded forest. It was the Mekong fishery, centered on the lake, that sustained this empire.

The Mekong is a reminder of how the world’s rivers used to be before the dam-builders got to work. Two-thirds of our rivers today, including most of the largest, have dams holding back their natural flood pulses on their main channels. China has already dammed the other major Asian rivers that flow out of Tibet, including the Yellow River and the Yangtze, which is now stopped by the Three Gorges Dam.

They are tamed, but much less productive as a result. The Mekong is the exception. No river on Earth has such variation in flow. Only the Amazon has greater biodiversity. Only the Amazon produces more fish.

There is scarcely a mile of riverbank along the Mekong where nobody is taking fish. And yet the fishery keeps providing. Some 60 million people eat or draw their income directly from the river. They include three-quarters of the population of Cambodia where, according to Oxfam, “river fisheries make a bigger contribution to economic well-being and food security than in any other country.”
The precise effect of China’s dams will depend on how they are operated But according to operating instructions seen by Western hydrologists, the dams are intended to cut flood-season flow on the lower Mekong by a quarter — enough to halve the flood pulse in Phnom Penh. Hydrologists are divided about whether this is enough to end the reverse flow of the Tonle Sap. What is certain is that it will drastically reduce the amount of water backing up into the flooded forest, which will dry out — with severe consequences for the Mekong fishery.

The construction of the dams is a political as well as an ecological travesty. China is blocking the river without any prior consultation with its neighbors. In 1995 Vietnam, Cambodia, Laos, and Thailand — the four downstream nations on the river — formed the Mekong River Commission as a forum to consult on the river’s future. China never joined. It still refuses to. And it has never even discussed its dam plans with the commission. It is a vivid example of China’s disregard for its neighbors, who are too scared of Big Brother’s clout to speak out.

China is not alone as an upstream bully on the world’s great international rivers. Ask the Iraqis about Turkey’s dam construction on the Tigris and Euphrates, or the Mexicans about the U.S. on the Colorado. We badly need international law to protect downstream nations — something the U.N. agreed was necessary a decade ago but has never acted on. But even more, we need international initiatives to protect the ecological integrity of the world’s last great wild rivers. Starting with the Mekong.

POSTED ON 16 Jun 2009 IN Biodiversity Sustainability Asia

ปัญหาสามจังหวัด รัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วแล้วกลัวอะไรอีก

ปัญหาสามจังหวัดใต้ รัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วมิใช่เหรอว่ามันมีต้นสายปลายเหตุมาจากไหน แล้วทำไมไม่จัดการ ไม่สงสารและเห็นใจคนไทยสามจังหวัดดอกหรือ ทุกวันนี้บ้านเมืองไทยมันไม่ปลอดภัยจนคนไทยบางส่วนที่เดินทางในละแวกนี้ต้องหลบเข้ามาเลย์ไปก่อนแล้วเข้ามาไทย สาเหตุเพราะถนนดีกว่า ปลอดภัยกว่า แล้วความปลอดภัยรัฐบาลไม่สามารถดูแลมันได้ ความเป็นรัฐมันจะมีความหมายอย่างไร

ขอให้พยายามเข้าใจลักษณะการก่อการร้ายให้ดี มันเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่บ่อยเกินไปและมีแนวโน้มต้องการให้พื้นที่สามจังหวัดแห่งนี้เท่านั้นที่เกิดความไม่ปลอดภัยเพื่อนำไปสู่ผลอะไรบางอย่าง ควรจัดการกับต้นสายปลายเหตุอย่างจริง ๆ จังไม่ต้องกลัวและมีอคติใด ๆ ขอให้ห่วงชีวิตชาวบ้าน การแบ่งแยกแผ่นดินอาจฟังดูไกลเกินไปแต่การก่อการร้ายประจำมิใช่ผู้ก่อการร้ายที่หวังผลนี้แต่ผู้อยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่มองถึงผลประโยชน์ระยะยาว



ระเบิดรถยนต์ทหารที่รามันทหารสาหัส 5 นาย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2552 22:11 น.


ยะลา – เกิดเหตุคนร้ายระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา เป็นเหตุให้เจ้านายที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย เหตุเกิดขณะเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปเสิรมกำลังชุดตรวจสอบเหตุระเบิดเสาไฟฟ้า แล้วเกิดปะทะกับกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบ

วันนี้ (7 ก.ค.) พ.ต.อ. นรินทร์ บูสะมัญ ผกก.สภ.รามัน จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 อ.รามัน ว่าเกิดเหตุระเบิดรถยนต์ทหาร ขณะออกปฏิบัติหน้าที่บนถนนสายโกตบารู – ท่าเรือ บ้านตะโล๊ะเกี๊ยะ หมู่ที่ 2 ต.ยะต๊ะ หลังได้รับแจ้งรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ท.อิศรา จันทรพยอม รอง ผบ.ฉก.12 อ.รามัน และกำลัง ตำรวจ ทหาร จำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดกลางถนน ขนาดกว้าง 3 เมตร ลึก 1.5 เมตร มีเศษเหล็กชิ้นส่วนรถยนต์แตกชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ และเศษพื้นผิวถนน กระจายไปทั่วพื้นถนน ข้างทางมีสายไฟลากยาวเข้าไปในสวนยางพาราเป็นระยะทางประมาณ 60 – 70 เมตร ห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 100 เมตร พบรถยนต์กระบะแคบ ยี่ห้อเชฟโรเล็ตสีบรอนส์ทอง แบบมีหลังคา หมายเลขทะเบียน นข 656 ยะลา พลิกตะแคงข้างทาง ได้รับความเสียหายทั้งคัน

ส่วนคนเจ็บถูกนำส่ง รพ.ศูนย์ยะลา จำนวน 5 นายทราบชื่อ จ.ส.อ.ชัยณรงค์ เทียนดี อายุ 46 ปี, ส.อ.วันเผด็จ สิทธิแสง อายุ 25 ปี, พลทหารจรวย วงษ์นาม อายุ 23 ปี, พลทหารอิสมาแอ ยียูโซ๊ะ ถุกสะเก็ดระเบิดตามลำตัวและแขน และพลทหารมะยูโซ๊ะ ดะแม อายุ 22 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ กะโหลกเปิด อาการสาหัส แพทย์ต้องนำเข้าผ่าตัดเป็นการด่วน

จากการสอบสวน ร.ท.นฤพลธ์ เห่งบางแค ผบ.ร้อย ร.15224 ฉก.12 ทราบว่า ขณะที่ตนเอง พร้อมลูกน้อง ร่วม 10 นาย ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุระเบิดเสาไฟฟ้า ริมถนนสายโกตาบารู – ท่าเรือ ปากทางเข้าบ้านมาแฮ หมูที่ 4 ต.บือมัง เมื่อมาใกล้จุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ซึ่งเป็นป่าสวนผลไม้ คนร้ายใช้อาวุธสงครามอาก้า และ เอ็ม 16 ยิงเข้าใส่รถยนต์ที่กำลังวิ่ง จนเกิดการปะทะกันประมาณ 15 นาที คนร้ายได้ได้ล่าถอยไป จนท.ปลอดภัย

พร้อมกับ ได้วิทยุขอความช่วยเหลือจาก จ.ส.อ.ชัยณรงค์ เทียนดี รอง ผบ.ร้อย ร.15224 ซึ่งประจำฐานปฏิบัติการที่โรงเรียนบ้านปงตา หลังได้รับแจ้ง จ.ส.อ.ชัยณรงค์ พร้อมด้วยพวก จำนวน 9 นาย โดยแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด นั่งรถยนต์ที่เกิดเหตุ จำนวน 5 นาย และ ขับขี่รถ จยย. จำนวน 2 คัน 4 นาย ตามหลัง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายได้กดระเบิดชนิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 15 กก. ด้วยแบตเตอรรี่รถ จยย. จนเป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหายและมี จนท.บาดเจ็บดังกล่าว

หลังเกิดเหตุ จนท.ได้ควบคุมตัววัยรุ่นต้องสงสัยในจุดเกิดเหตุบ้านมาแฮ จำนวน 7 นาย และจุดบ้านตะโล๊ะเกี๊ยะ จำนวน 2 นาย รวม 9 นาย ไปสอบสวนเพื่อหาเขม่าดินระเบิดและขยายผลที่ ฐานทหาร ฉก.12 อ.รามัน

และในขณะที่ ร.ต.ท.ธนาเทพ วรรณกูล ร้อยเวรปราบปราม(ร้อยเวร 20) สภ.รามัน พร้อมกำลัง 8 นาย นั่งรถยนต์กระบะตราโล่ เพื่อไปร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงบ้านบาลูกาบริเวณโค้งแม่ชี หมู่ที่ 2 ต.กาลูปัง อ.รามัน มีคนร้ายประมาณ 5 – 6 คน แต่งกายคล้าย จนท.ทหาร นั่งรถยนต์กระบะ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีบรอนส์ทอง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ใช้อาวุธสงคราม อาก้า กราดยิงเข้าใส่รถยนต์ตำรวจ จนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น ก่อนที่คนร้ายจะเร่งเครื่องหลบหนีไป ตรวจสอบ จนท.ปลอดภัย