วันจันทร์ที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Propandistic Movie in Hollywood

อเมริกากับการสร้างภาพยนตร์โฆษณาลวง (Propagandistic Movie)

ภาพยนตร์กับการโฆษณาลวงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะลวงหลอกและสร้างความสับสนให้กับสังคมให้ไม่เข้าถึง
ความจริงและสร้างผลประโยชน์หรือภาพลักษณ์ (Illusory Image) ให้
กับตัวเองกลุ่มตัวเองหรือประเทศตัวเอง ในอดีตการ
เมื่อภาพยนตร์ยังมีอิทธิพลน้อยต่อทัศนคติและโลกทัศน์ของคนทั่วไป
ภาพยตร์ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือน้อย
แต่การโฆษณาลวงก็ยังมีอยู่ผ่านวรรณคดีซึ่งก็ไม่ต่างกัน
ปัจจุบันโลกตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็น
ภาพยนตร์ฮฮลลีวู๊ดมีบทบาทมากในการโฆษณาลวงให้กับอเมริกา
เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเข้าไปรุกรานประเทศฝ่ายของคอมมิวนิสต์
ไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ โลกมุสลิม อเมริกาใต้
และประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับตน
รวมทั้งประเทศที่มีหลักการและคุณค่าที่แตกต่างกับตนด้วย

ภาพยนตร์ที่มีโฆษณาลวงแฝงอยู่
สังเกตุได้ง่ายนิดเดียวด้วยองค์ประกอบที่เริ่มจากความง่าย ๆ
ไปหาองค์ประกอบที่ซับซ้อนขึ้นดังนี้

๑. สร้างภาพความขัดแย้งระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมเพื่อหาพวก (With Us
or Against Us) การสร้างภาพความขัดแย้งและแสดงให้เห็นว่าโลกนี้มีฝ่ายธรรมะซึ่งก็แน่นอนนั่นคือฝ่ายตน
และการสร้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกอธรรม
ซึ่งก็ง่ายนิดเดียวในการที่จะแยกพวกไหนเป็นฝ่ายใหน
ฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายตนก็จะถูกนำแสดงเป็นตัวหลัก
นำเสนอให้เราเห็นวิถีชีวิตประจำวัน เสนอให้เห็นความรู้สึก อารมณ์ ความรัก
ความผูกพันอะไรต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมเป็นฝ่ายเดียวกับตน
สงสารเห็นใจ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่ายอธรรม
มักไม่มีการแสดงความเป็นคนมากนัก เรามักไม่รู้จักอารมณ์
ความรู้สึกมากของฝ่ายอธรรมมากนัก หรือไม่ก็ถูกสร้างภาพให้เป็นผู้ทำลายโลก
ทำลายคุณค่าแห่งเสรีภาพ อิสรภาพ ทำลายมนุษย์ทำลายคุณค่าของสังคมอเมริกัน
อเมริกันชนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปกป้องโลก
ปกป้องมนุษย์จากภัยชั่วร้ายเหล่านี้


๒. การสร้างภาพชั่วร้ายให้กับสังคมอื่นที่เชิดชูคุณค่าอื่น ๆ (Demonization)
การเชิดชูคุณค่าบางอย่างหรือเพียงบางส่วนที่ี่ไม่มีในสังคมอื่น ๆ เช่น
อิสรภาพ เสรีภาพ โดยสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงภาพส่วนหนึ่งที่มีโดยไม่สนใจว่า
อิสรภาพและเสรีภาพนั้นเป็นเพียงคุณค่าเล็ก ๆ
ประการหนึ่งที่จะต้องอยู่คู่กับระเบียบวินัยและการเคารพซึ่งกันและกัน
แต่ภาพยนตร์จะเลือกภาพแห่งการเชิดชูคุณค่าแห่งปัจเจกชนในสังคมตนขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีความสำคัญมากต่อการดำรงชีวิตของปัจเจกชนและสร้างภาพชั่วร้ายให้กับสังคมอื่น
ๆ บ่อยครั้งจะสร้างสถานการณ์ที่ให้ตัวละครต้องประณามคุณค่าของสังคมเดิมของตนและเลือกหันหลังให้กับสังคมตนเองเดิม
ๆ ที่ไม่สร้างสรรค์และไม่เหมาะกับโลกสมััยใหม่
และกลับไปชื่นชมคุณค่าแห่งสังคมอเมริกัน
ซึ่งการนำเสนอบ่อยครั้งอาจทำให้เป็นจริงเป็นจังกับการนำพล็อตเรื่องจริงของชีวิตปัจเจกบุคคลมานำเสนอเพียงส่วนหนึ่งและทำให้เห็นว่าสังคมอเมริกันเหมาะกับเขามากกว่า

องค์ประกอบสองประการข้างต้นดูจะเริ่มจืดแล้วในภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ด
ดูมันจะง่ายและผู้ชมจะเริ่มต่อต้านแล้ว
จำเป็นจะต้องสร้างภาพยนตร์ที่มีองค์ประกอบการลวงให้ซับซ้อนขึ้น

๓. การใช้คนส่วนน้อยสร้างภาพลักษณ์ของคนส่วนใหญ่
การนำเสนอคุณค่าที่ออกมาจากตัวละครเพียงส่วนน้อยหรือดาราแสดงนำเพียงคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับสังคมใหญ่ทั้งหมดและภายหลังกลายมาเป็นผู้กอบกู้สังคมเล็ก
ๆ ที่ถูกทำลายทำให้เห็นว่า
สังคมอเมริกันยังมีวีรบุรุษที่จะมาปกป้องสังคมเล็ก ๆ อยู่
และในที่สุดความชอบธรรมก็ตกอยู่ในมือของสังคมอเมริกันอยู่ดี
ส่วนคนในสังคมเล็กก็เป็นเพียงองค์ประกอบที่ถูกรักษาไว้เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีเท่านั้นเอง
ในความเป็นจริงแล้วสังคมเล็ก ๆ
เหล่านั้นได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเขาเองก่อน
การให้น้ำหนักควรจะเป็นเรื่องของคนเล็ก ๆ
จากทั่วโลกมากกว่ากว่าที่จะให้น้ำหนักกับวีระบุรุษคนอเมริกันเท่านั้น
องค์ประกอบที่สามนี้จะซับซ้อนและยังไม่เกิดขึ้นมากนักเพราะเส้นแบ่งระหว่างการมาเป็นวีระบุรุษให้กับคนเล็ก
ๆ มันบางมากจนอาจทำให้หลายคนมองว่า
ขนาดว่ามีความพยายามสร้างภาพยนตร์ที่ดีแล้วยังถูกมองว่าเป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ
มันจะดีกว่าถ้าสร้างองค์ประกอบให้มันถูกต้องตามความเป็นจริงโดยไม่ต้องสร้างภาพให้กับอเมริกันฮีโร่มัยซินอีกต่อไป

ผมไม่ค่อยได้ดูภาพยนตร์มากนัก
แต่ลองดูภาพยนตร์ประกอบข้างล่างหรือหยิบภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดมาดูแล้วกันว่ามันเข้าองค์ประกอบไหน
บอกได้เลยว่าภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดแทบทุกเรื่องกำลังรับใช้นโยบายสร้างภาพลักษณ์และโฆษณาลวงไม่มากก็น้อยให้กับสหรัฐอเมริกา

- Legend of the fall
- Schindler's list
- Mao's Last Dancer
- Star Wars
- Rambo I - III
- Black Hawk Down
- War Documentary in Iraq
- Vietnam War
- Afghan War
- Avatar
- etc....

วันเสาร์ที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Global Witness urges Cambodia’s donors to condemn sponsorship of military units by private businesses

Global Witness urges Cambodia’s donors to condemn sponsorship of military Aid donors to Cambodia, including the US, EU, Japan, China and the World Bank, should send a strong message to the government that they will not countenance the bankrolling of Cambodia's military by private businesses.

http://www.globalwitness.org/media_library_detail.php/935/en/global_witness_urges_cambodias_donors_to_condemn_sponsorship_of_military_units_by_private_businesses_

วันศุกร์ที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Statement for change

Two days after he left Cairo for Europe, Mohamed El-Baradei, former director of the International Atomic Energy Agency (IAEA), announced a manifesto for political reform in Egypt.

The Tuesday announcement of the manifesto came after a week of talks with a wide spectrum of Egyptian opposition figures, civil society leaders and cyberspace activists. Under the title "Together We Will Change", the manifesto argues seven guarantees are necessary to ensure that the parliamentary elections of 2010 and the presidential elections of 2011 are fair.
http://weekly.ahram.org.eg/2010/988/eg8.htm

สถานภาพของสังคมโลกปัจจุบัน

๑. วิกฤติทางสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมประสบกับการเสียดุลยภาพ (Climate Instability)อย่างรุนแรงขึ้น ภัยธรรมชาติเริ่มปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในประเทศที่พึ่งพิงตัวเองได้ เช่น ชิลี และประเทศที่พึง่พิงตัวเองมิได้ยิ่งวิกฤติหนัก เช่น เฮติ นอกจากนั้นเรายังไม่นับวิกฤติเล็กกว่านี้แต่ก็คร่าชีวิตมนุษย์ไปมาก เช่น เฮรริเคนแครีน่า ทสึนามิที่เอเชีย และภัยแล้ง ภัยร้อน โคลนถล่ม น้ำท่วม ภัยอากาศหนาวเย็นทั่วทุกมุมของโลก

๒ วิกฤติทางการเศรษฐกิจ วิกฤติสิ่งแวดล้อมนั้นแถบจะเป็นเรื่องปลายเหตุแล้วเพราะมันเลยจุดแตกหักที่จะเอาคืน (เจมส์ แฮนสัน ใช้คำว่า tipping point see http://www.huffingtonpost.com/dr-james-hansen/twenty-years-later-tippin_b_108766.html) แต่วิกฤติทางการเศรษฐกิจนี่เองที่เป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤติข้อแรกและข้ออื่น ๆ ก่อนอื่นต้องบอกกว่ารากฐาน คืออยู่ที่ระบบโครงสร้างทุนนิยมที่ผลักดันให้มนุษย์แสดงออกซึ่งกิเลสและการเสพอย่างเต็มที่ แน่นอนมันมีการผลิตเต็มที่แต่การผลิตก็มีแรงผลักดันจากการเสพเต็มที่ และการเสพเต็มที่ก็ยิ่งผลักดันให้นำทรัพยากรออกมาอย่างเต็มที่ มีการเผาผลาญทรัพยากร ปัจจุบันเราเห็นแล้วว่าวิกฤติทางเศรษฐกิจมันมาจากรากฐานการเสพเต็มที่ของทุนนิยม และผู้ที่เสพเต็มที่ก็มุ่งหาผลกำไรเต็มที่โดยใช้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือทางสื่อและทางอำนาจรัฐ

๓ วิกฤติการเมือง วิกฤติตัวนี้เป็นตัวสำคัญ รัฐชาติมิได้ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับอำนาจของประชาชนแต่รองรับอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจมากกว่าปัจเจกชน รัฐชาติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งประชาธิปไตย หรือเผด็จการ มิได้ยอมเป็นไปตามอำนาจของประชาชนที่เลือกมาแต่เลือกที่จะยอมตามอำนาจของตัวแทนของบรรษัท ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ ฉะนั้นแล้วรัฐชาติจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจใหญ่ ๆ เช่น บรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมักใช้วิธีการล๊อบบี้นักการเมืองและเปลี่ยนแปลงกลไกทางกฏหมาย สงครามหรือความขัดแย้งของรัฐหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติโดยไม่ได้เป็นไปตามเสียงของประชาชนส่วนใหญ๋ ยกตัวอย่าง เช่น สงครามเวียตนาม สงครามอิรักและปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับชาติที่โดดเดี่ยวอื่น ๆ ที่มองหาอาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือต่อรอง

ความขัดแย้งในระดับการปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติจึงนำไปสู่การสร้างลัทธิแบ่งพวกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อรวมกลุ่มปิดล้อมหรือรวมกลุ่มประณามและลงโทษรูปแบบต่าง ๆ การแบ่งพวกเป็นคอมมิวนิสต์และทุนนิยมเกิดขึ้นเพราะการมุ่งที่จะแบ่งพรรคพวกในการค้า เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางทหารของรัฐชาติหนึ่ง หรือของกลุ่มของตน โดยไม่ได้มองถึงความมั่นคงของทั้งโลกทั้ง ๆ ที่ยิ่งมีความมั่นคงของแต่ละกลุ่มแต่ละพวกมากขึ้นเท่าใด ความมั่นคงของทั้งโลกก็ลดน้อยลงทุกที เพราะอาวุธที่แต่ละฝ่ายมีในปัจจุบันสามารถทำลายล้างโลกไปพร้อม ๆ กัน วิกฤติการเมืองเป็นวิกฤติที่นำไปสู่ประเด็นอื่น ๆ เช่น ความขัดแย้งของรัฐชาติ การซื้ออาวุธเพื่อต่อรองอำนาจทางการเมือง และการลงโทษทางเศรษฐกิจ สงคราม ความยากจน ปัญหาผู้อพยพ โรคละบาท การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ชาตินิยม การต่อต้านหรือประณามเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง

ปัจจุบัน ความขัดแย้งสามารถแบ่งออกเป็นระดับใหญ่ ๆ ได้ ๓ ระดับ ๑ ระดับโลก จะเห็นว่า สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะมีความขัดแย้งกับทุกชาติเพราะเข้าไปมีผลประโยชน์ (ซึ่งไม่ถึงคนอเมริกันส่วนใหญ่นะครับ)แต่ที่มีความขัดแย้งอย่างชัดเจนก็คือ ชาติที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอเมริหานั่นเอง เช่น จีน รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ และเวเนซูเอล่า ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ไม่กล่าวถึงถือว่าเป็นแรงต้านเงียบแต่มิได้เห็นด้วยเสมอไปเพราะเห็นว่าอเมริกาเที่ยวรุกรานชาติอื่น ๆ อย่างไม่เกรงใจ หรือที่หงอมาก ๆ ก็เข้าร่วมเป็นพวกเดียวกันกับอเมริกาเพราะเชื่อว่าปลอดภัยดีหรือไม่ก็กลัวสหรัฐอเมริกา เช่น กลุ่มประเทศเนโต้ หลาย ๆ ประเทศที่ไม่เห็นด้วยก็กำลังถูกท้าทายอย่างเต็มที่จากหน่วยจารกรรมของสหรัฐอเมริกาด้วยการที่ผู้นำถูกหน่วยจารกรรมโค่นล้มอำนาจและยัดเยียดความผิดต่าง ๆ ให้ในที่สุดสหรัฐก็เอาคนของตัวเองที่คอยเป็นสุนัขรับใช้แทน เช่น กรณีของ ฟิลิปปินส์ (มาร์กอส)เวียดนาม (โหง ดิน เซียม) อัฟกานิสถาน(ฮามิด คาร์ไซ) เฮติ (เรเน เพรวาล)กัมพูชา (ลอน นอล) ฮอนดูรัส (โลโบ้) ชิลี (ในสมัยปิโนเช่) และอีกหลายกรณี ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นศัตรูกับประชาชนในระดับล่างทั่วโลกมากขึ้นเพราะระดับล่างก็ต่อต้านรัฐบาลที่สหรัฐฯตั้งขึ้น รัฐบาลที่สหรัฐตั้งขึ้นก็รับใช้บรรษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯอีกที ก็ต่อต้านกันไปเป็นทอด ๆ ในขณะเดียวกันทุนของบรรษัทเหล่านี้ก็ใช้อย่างเต็มที่ในการสร้างภาพ

๔. วิกฤติองค์กรเอกชน องค์กรเอกชน เช่น สหประชาชาติและองค์กรอื่น ๆ เช่น ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และองค์พลังงานนิวเคลียร์นานาชาติ ล้วนเริ่มทำหน้าที่ได้อย่างเคลือบแคลงสงสัยว่าอยู่ภายใต้อำนาจของสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า ชุมชนนานาชาติเริ่มจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถืออย่างเต็มที่ ระบบการใช้ชาติสมาชิกถาวรวีโต้ทุกอย่างมักมีปัญหาให้ชาติเล็กชาติน้อยไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แม้กระนั้นสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล และประเทศเนโต้ก็มักจะละเมิดมติสหประชาชาติอยู่เป็นนิจ การใช้อำนาจของความเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ในเวทีเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน บราซิล อินเดีย เดนมาร์ก ไม่ยอมให้ความพันธผูกพันในการลดก๊าซคาร์บอนและพยายามยกเลิกพิธีสารเกียวโตก็ยิ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ว่าองค์กรเหล่านี้ไม่มีอำนาจในการบังคับใช้กับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ เหล่านี้

๕. วิกฤติสื่อ สำคัญที่สุดคือสื่อต้องนำเสนอข้อมูลโดยไม่มีฟิลเตอร์หรือตัวกรองเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะไปรองรับวาระซ่อนเร้นของแต่ละประเทศ

วันอังคารที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Check out ASTV ผู้จัดการออนไลน์:รายงานชะตากรรมคนลุ่มโขงใต้เงาเขื่อนจีน (2)“สามเหลี่ยมทองคำยันเวียดนาม”โขงกลายสภาพ

Title: ASTV ผู้จัดการออนไลน์:รายงานชะตากรรมคนลุ่มโขงใต้เงาเขื่อนจีน (2)“สามเหลี่ยมทองคำยันเวียดนาม”โขงกลายสภาพ
Link: http://gotaf.socialtwist.com/redirect?l=-193696613034324266011

เฮติ โศกนาฏกรรมไม่รูจบ

เฮติเป็นประเทศบนเกาะเล็ก ๆ ทางทิศตะวันตกของหมู่เกาะมหาแอนทีลิส (Greater Antiless) ฮิสปานิโอล่า ในทะเลแคริบเบียน ทางทิศตะวันออกบนเกาะเดียวกันคือ เซนต์ โดมินิก เฮติมีประชากร ๗.๖ ล้านคน มีประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดและบอบช้ำจากการเข้ามายึดครองและทำทารุณกรรมต่าง ๆ นานาจากประเทศตะวันตก หลังจากคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบอเมริกาในปี ๑๔๙๒ สเปนก็เข้ายึด ครองเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปีก่อนที่จะฝรั่งเศสจะเข้ายึดต่อในปี ๑๖๙๗ ช่วงเวลแห่งอิสรภาพของเฮติดู เหมือนจะเป็นความฝันเพราะหลังจากประกาศเอกราชในปี ๑๘๐๔ แล้วนโปเลียน โบนาปาร์ต ก็ขนกอง กำลังเข้าไปรังควานเฮติ จะยึดทาสคืน (Reenslave) และเรียกร้องค่าชดเชยจากการที่สูญเสียทาสและ ทรัพย์สมบัติทำให้เฮติวังวนอยู่ในกับดักหนี้ตลอดศตวรรษที่ ๒๐ อังกฤษ สเปนและสหรัฐอเมริกาก็หนุน หลัง ฝรั่งเศสใช้นโยบายกดขี่เฮติต่าง ๆ และเข้าแทรกแซงโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยแต่งตั้งเผด็จการ ปกครองเฮติแทนจนปัจจุบัน
source: http://www.globalhegemony.com/readreview.php?%69%64=81&%69%64%72=81

หยุดลัทธิช็อก ก่อนที่มันจะทำให้เราช็อก คำเตือนจากเนโอมี่ คลายน์ ต่อเฮติ

กฤศดา ธีราทิตยกุล (เก็บความจากเว็บไซต์ www.democracynow.org)


เนโอมี่ คลายน์ นักข่าว นักเขียน และนักเคลื่อนไหว ให้สัมภาษณ์เอมี่ กู๊ดแม่นในรายการ Democracy Now! “เฮติ หยุดหายนะภัยแห่งทุนนิยมก่อนที่จะมันซ๊อคอีกครั้ง ต่อไปนี้เป็นบทสรุปของการให้สัมภาษณ์

ประเด็นที่เนโอมี่ คลายน์ กล่าวถึงมีดังต่อไปนี้
๑. วิกฤตต่าง ๆ มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการผลักดันนโยบาย ต่าง ๆ ให้นำไปสู่การปฏิบัติได้ซึ่งใน สถานการณ์ปกติจะไม่สามารถทำได้ ประเทศที่ประสบภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงมักจะตกอยู่ในสภาพจำเป็นยอมรับ ความช่วยเหลือหรือเงินกับเงื่อนไขในทุกรูปแบบโดยไม่อยู่ในฐานะที่จะเจรจาต่อ รองถึงความยุติธรรมใด ๆ ได้เลย

๒. หลักฐานบนเว็บไซต์ Heritage Foundation ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของฝ่ายขวา แสดงออกซึ่งเจตนาที่จะเปลี่ยนวิกฤติ (ของผู้อื่น) ให้เป็นโอกาส(ของตนเอง)
“ท่ามกลางความทุกข์ยากของเฮติ วิกฤติที่เกิดขึ้นในเฮติก็นำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ แก่สหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ก็ถือเป็นโอกาสที่สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปจัดการรัฐบาลใหม่ให้กับเฮติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และที่สำคัญเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคแห่งนี้ด้วย…”

เนโอมี่ต้ังข้อสงสัยถึงพฤติกรรมของ Heritage Foundation เนื่องมาจากความล้มเหลวในการจัดการในเหตุการณ์พายุ Katrina Heritage Foundation ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันในการออกแผนปฏิรูปตลาดเสรี (Free Market Solutions) ในพื้นที่ที่ถูกกระทบจากพายุ โครงการต่าง ๆ เช่น ยกเลิกโครงการที่อยู่อาศัยซึ่งดำเนินการโดยภาครัฐแปรรูปให้เอกชน กำหนดพื้นที่รอบชายฝั่งให้เป็นเขตลงทุนปลอดภาษี ยกเลิกกฏหมายแรงงานที่บังคับให้มีสัญญาต้องจ่ายค่าจ้างในอัตราที่พอเพียงกับค่าครองชีพ

เนโอมี่แสดงความกังวลว่าในกรณีของเฮติก็น่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกันและใช้เวลาไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมงด้วยซ้ำ ในขณะที่เนโอมี่ได้ออกมาโจมตีแผนงานของ Heritage Foundation ๆ ได้นำข้อความที่เนโอมี่กล่าวอ้างเมื่อสักครู่ออกไปแล้วแต่สิ่งที่จะได้อ่านตอนนี้ คือ บทความที่น้ำเสียงอ่อนลงไปอีกหน่อย คือ “Things to Remember While Helping Haiti” อย่างไรก็ตามยังมีเนื้อหาที่ออกไปทางเดียวกันอย่างเช่นมีประโยคที่ว่า “(จำเป็นต้องมี)การปฏิรูประยะยาวสำหรับประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจในเฮติที่ยังล้าหลังอยู่มาก”

เนโอมี่กล่าวต่อ “เราต้องมั่นใจว่าความช่วยเหลือที่ให้กับเฮติเป็นความช่วยเหลือแบบให้เปล่ามิใช่เงินกู้ นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เฮติมีหนี้มหึมาอยู่แล้ว นี้เป็นความหายนะซึ่งแน่นอนส่วนหนึ่งเรารับรู้ว่าเป็นผลพวงธรรมชาติ คือแผ่นดินไหว แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นการสร้างขึ้น คือความยากจนที่รัฐบาลตะวันตกเป็นผู้สร้างขึ้น ความยากจนมันทำให้วิกฤติธรรมชาติแผลงฤทธิ์ได้รุนแรงมากขึ้น ในกรณีของเฮติเราจะเห็นว่าบ้านที่สร้างขึ้นบนพื้นที่มีการกัดเซาะของดินอย่างรุนแรง เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้บ้านก็พังลงได้ง่าย แต่เพราะความจนทำให้คนต้องเป็นอย่างนี้

แต่เราต้องแน่ใจว่าโศกนาฏกรรมส่วนที่เป็นธรรมชาติจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างหนี้ให้กับเฮติเลวร้ายกว่านี้อีก และอีกประการหนึ่งจะต้องไม่เปิดโอกาสให้บรรษัทใหญ่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ นี้มิใช่ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด (conspiracy theory) แต่บรรษัทพวกนี้ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกกับที่อื่น ๆ

Keywords: Haiti, Haiti’s Earthquake, Shock Doctrine Disaster Capitalism, Natural Disaster, Earthquake, Conspiracy Theory, Naomi Klein, Hurricane Katrina, Heritage Foundation