วันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

โจ โคเวล กับภารกิจการล้มล้างแนวคิดไซออนนิสม์

กฤศดา ธีราทิตยกุล

คราวที่แล้วผมนำเสนอแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับความเชื่อของพวกยิวขวาจัด (ไซออนนิสม์) ที่มีรากฐานเชื่อมโยงกับปาเลสไตน์ในทางเชื้อชาติอย่างแยกไม่ออก ในเนื้อหาส่วนใหญ่ผมอ้างงานของโจ โคเวล ซึ่งเป็นทั้งนักประวัติศาสตร์ นักการเมืองพรรคกรีน และนักรณรงค์ต่อต้านสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คราวนี้ผมทำลิงค์วิดีโอเสนองานแนวคิดของโจ โคเวล



หลังจากนำเสนอไป หลาย ๆ คนอาจไม่ค่อยแน่ใจว่าเราควรเชื่อใครเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องนี้ ผมมีหลักอย่างนี้ครับ คือ ประการแรกเราต้องศึกษาแนวคิดให้ละเอียด ลึกซึ้ง พอเรามีข้อมูลน้อยมันก็จะวิเคราะห์และทำให้เห็นภาพองค์รวมได้ยาก อ้าวแล้วถ้าเราไม่สนใจและไม่มีเวลาพอแล้วทำอย่างไร เราต้องคิดและตั้งคำถามก่อนเลยครับว่า แนวคิดไซออนิสม์มันมีเหตุมีผลเพียงพอแค่ไหน แนวความคิดที่อยู่กำหนดขึ้นมาว่าพระเจ้าประทานผืนแผ่นดิน ณ ที่แห่งหนึ่งให้โดยต้องรวมคนยิวทั้งทั่วโลกให้กลับมาอยู่ร่วมกันโดยไม่สนใจว่าจะต้องสร้างความขัดแย้งกับชนที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว

เมื่อจะตั้งรัฐอิสราเอลก็มีเสียงคัดค้านมาจากชาวอาหรับอยู่มากพอสมควร แต่คนที่ผลักดันก็คืออังกฤษ และตอนนั้นก็เริ่มมีนักวิชาการยิวฝ่ายสนับสนุนยิวในอเมริการ่วมผสมโรงด้้วย ยิวบางส่วนเห็นว่าควรประนีประนอมกับอาหรับ แต่ยิวขวาจัดกลับเห็นว่าพวกนี้มันคัดค้านการกลับคืนสู่มาตุภูมิของเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องประนีประนอมด้วย ลุยมันให้ราบคาบไปเลย คิดอย่างนี้มันก็พังกันไปใหญ่

แต่เมื่อดูกันจริง ๆ แล้ว แนวความคิดเรื่องไซออนิสม์ มันก็เหมือนกับความเชื่อและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งการอพยพและการรุกรานแย่งชิงพื้นที่กันในโลกนี้ทั้งหมดนั้นแหละ โลกนี้ไม่มีชนชาติไหนที่ยึดครองพื้นที่แล้วไม่มีการอพยบโยกย้าย หรือมีคนที่เป็นเจ้าของพื้นที่แต่ไม่มีการผสมพันธ์กับเผ่าพันธ์เชื้อชาติอื่นเลย ทุก ๆ เผ่าพันธ์ก็ผ่านการเปลี่ยนผ่านและสร้างอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ การที่จะแบ่งแยกเขตแดนทางวัฒนธรรม (Cultural Boundary) ให้ชัดเจนออกมาแล้วสร้างเขตแดนทางการเมือง (Political Boundary) ครอบเข้าไปด้วยมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ทุกเผ่าพันธ์ก็กระจัดกระจายและผสมปนเปกันไปหมด

การเชิดชูแนวคิดว่า เชื้อชาติหนึ่งดีกว่าอีกเชื้อชาติหนึ่ง (Racial Supremacy) และเชื้อชาติตนบริสุทธ์ิ จึงเป็นแนวคิดที่ไม่สร้างสรรค์ต่อโลกและไม่มีทางเป็นจริงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หากเรากำลังบีบหรือสกัดความบริสุทธ์ิทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติให้กับเขตแดนทางการเมืองที่ต่างเชื้อชาติก็ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่อันจำกัดนี้ มนุษยชาติจะมองไม่เห็นสันติภาพอยู่เลย เราเห็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามครูเสด ความขัดแย้งในสงครามโลกทั้งสองครั้ง การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในยุคนาซี และเขมรแดง ล้วนเป็นความพยายามแยกเผ่าพันธ์ที่บริสุทธ์ของตนออกจากความไม่บริสุทธิ์อื่น ๆ นอกจากว่าจุดหมายจะเลือนลางอยู่แล้ว กระบวนการไปถึงจุดหมายกลับเจ็บปวดและสูญเสียมากกว่า

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติของแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่สร้างความแข็งแกร่งและการอยู่รอดของชาติมากกว่าที่จะมีอยู่เพียงเชื้อชาติเดียว ยิ่งประเทศไหนพยายามบีบให้เชื้อชาติอื่น ๆ ต้องเลิกหรือยอมสยบและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมใหญ่โดยการใช้กำลังยิ่งเป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ความล่มจม ลองนึกภาพว่า หากคนจีนต้องกลับไปอยู่ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด หากคนอีนเดีย คนดำ และคนที่มีวัฒนธรรมเดียวกันต้องไปอยู่ในเขตแดนวัฒนธรรมเดียวกันกับเขตแดนทางการเมือง ... แหลวแน่ ๆ


บราฮัม มีบุตรอยู่เจ็ดคน
บุตรทั้งเจ็ดคน มีบิดาชื่ออับราฮัม
คนนึงตัวเล็ก คนนึงตัวใหญ่
แต่ไม่มีใคร แข็งแรงเลยสักคน
ชูมือขวา ชูมือซ้าย
กระทืบเท้าขวา กระทืบเท้าซ้าย
ส่ายสะโพก แล้วโยกศีรษะ

อับราฮัม มีบุตรอยู่เจ็ดคน....

(เห็นมั๊ย ก็บอกแล้วไงว่า มันไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก ก็อยู่ด้วยกันนี้แหละอย่างสันติ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น