ปรากฏการณ์เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
สู่โลกทัศน์ วิถีชีวิต พฤติกรรม และการเสพของปัจเจกชน
กฤศดา ธีราทิตยกุล
เมื่อช่วงสมัยเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยและศึกษาวิชาประวัติศาสตร์โลก ผมเหมือนกับมองว่าวิชาเหล่านี้อยู่ไกลตัว เป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายร้อยปี หรือเป็นพันปีก็ว่าได้ หรือมันกลายเป็นนิทานปรัมปรา คงไม่มีอยู่จริงแล้ว หรือมีอยู่มันก็นานพอจนไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อโลกทัศน์และความนึกคิดตลอดจนพฤติกรรมของปัจเจกในปัจจุบันได้เสียแล้ว เหตุการณ์อย่างเช่นสงครามครูเสด ซึ่งเป็นความขัดแย้งกันระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลามมันฟังดูเหมือนไกลตัวมาก สงครามความ ๓๐ ปี แห่งเวสท์ฟาเลียมันก็นานมาหลายศตวรรษแล้ว นี้ไม่ต้องพูดถึงสงครามกรีก โรมัน จักรวรรดิอ็อตโตมาน นโปเลียน โบนาปาร์ต ไกเซอร์ หรือใคร ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ใกลตัว สงครามย่อย ๆ อื่น ๆ ผมรู้สึกว่าโลกทุกวันนี้(อย่างน้อย ณ ผืนแผ่นดินไทย) มันสงบจนไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรทำนองนั้นเกิดขึ้นอีก มันอาจมีความขัดแย้งอยู่บ้างแต่ก็คงไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามได้อย่างแน่นอน ความไม่ประสาเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง กอปรกับความล้มเหลวในการเชื่อมโยงกันของปรากฏการณ์เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองโลกทำให้ผมรู้สึกว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ มันไกลตัว มันไม่เกี่ยวกับตัวเรา อวิชชามันคืบคลานเข้ามาใกล้ถึงขนาดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในประเทศอื่น ๆ มันก็ยังไกลตัวอยู่ โดยพื้นที่แล้วมันยังไกล ฉะนั้นเมื่อมันไม่เกี่ยว ผมก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรลงไป (No Action) และเมื่อมันไม่ต้องทำอะไรมันก็ยิ่งทำให้ผมไม่รู้และไม่ยอมรับรู้อะไรไปมากกว่าสิ่งที่สื่อต่าง ๆ เสนอ สงครามอิรัก การระเบิดตึกที่เวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ และการบุกอิรัก และต่อมาอัฟกานิสถานของอเมริกาภายใต้การนำของ บิล คลินตัน และต่อมาจอร์จ ดับเบิลยู บุช มันก็ไม่เกี่ยวกับผมเท่าใดนัก มันก็เป็นเพียงการต่อสู้กันของโลกแห่งผู้ปกป้องความถูกต้อง ประชาธิปไตย เสรีภาพ และคุณค่าแห่งตลาดเสรี กับโลกอิสลามซึ่งนิยมความรุนแรง
สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ผมก็มองว่าปัญหาการเมืองในประเทศตัวเองยังไกลตัว ปัญหาการเมืองของเราเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เกี่ยวกับผมอยู่ดี ปัญหาภาคใต้ก็เป็นเรื่องของคนที่กำลังพยายามแยกดินแดน เป็นต้น ในที่สุดแล้วผมตั้งหน้าตั้งตาทำงาน หาเงิน อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าวที่เขาเอามาป้อนประจำวันก็พอ มันก็เพียงพอแล้ว ชีวิตเราเพียงพอแล้วสำหรับคนต้องทำงาน หาเลียงชีวิต จะไปใส่ใจอะไรกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากนัก ความรู้สึก ความเข้าใจ โลกทัศน์ และการเสพของผมถูกกำหนดจากสื่อ สื่อว่ายังไงผมก็อ่านมากขึ้นแล้วก็ตามเขาไปมากขึ้น ผมแทบจะไม่ได้ออกความเห็นที่แตกต่าง ผมไม่สนใจเพราะส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น อวิชชามันก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ และผมก็เฉยชากับความทุกข์ ความเจ็บปวดของคนที่ไกลตัวขึ้น ของคนที่ไม่เกี่ยวกับตัวผม ผมเริ่มกลายเป็นคนที่เฉยชากับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะความรู้สึกว่ามันอยู่ไกลตัว
ต่อเมื่อได้ออกเดินทางไปยังดินแดนตะวันตกบ้าง ดินแดนเพื่อนบ้านแวดล้อมประเทศไทยบ้าง ผมเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างในตัวผมเปลี่ยนไป ผมเริ่มรู้สึกถึงความเหมือนของมนุษย์มากกว่าความแตกต่างกันโดยเส้นแบ่งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ผมเริ่มเห็นความเหมือนหรือความร่วมกันกับความเป็นมนุษย์ที่กำหนดให้แตกต่างกันได้มากขึ้น เบื้องต้นผมเห็นมิตรภาพที่เขาหยิบยื่นให้ และผมรู้สึกถึงสัญชาติญาณและความต้องการในสิ่งเดียวกัน
ผมหาข้อสรุปเบื้องต้นได้ คือ ทุกคนต้องการความสุข ต้องการอาหารเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทุกคนต่างต้องการอยู่รอดและดูแลครอบครัวเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น พรมแดนทางการเมืองของผมได้ถูกทำลายลงและยิ่งมองเห็นความเหมือนกันมากขึ้น พรมแดนทางวัฒนธรรมค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมโลกมากกว่าที่จะเห็นเป็นเพื่อนต่างประเทศ หรือ คนละเชื้อชาติ ความต่างเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เขากำหนดเราทั้งนั้นเลย แต่เป็นเพราะเรากำหนดอยู่ในความต่าง ๆ เราจึงมองเห็นความต่างแต่เราไม่ได้ถูกสอนให้มองที่ความเหมือน โดยเฉพาะความเหมือนของมนุษย์ ของสัตว์โลก และของสัตว์ที่อยู่ในวัฏจักรเดียวกัน
การเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของผมทำให้รู้สึกว่าผมอยู่ทุกที่ ไม่มีขีดจำกัด ผมรู้สึกเป็นเหมือนบ้านกับพื่นที่ต่าง ๆ ที่ผมเที่ยวไปและผมก็รู้สึกความเหมือนหรือความรู้สึกร่วมกับเพื่อนมนุษย์ที่ผมเที่ยวไปด้วย ยิ่งมองเห็นความเหมือนผมก็เริ่มทำลายความห่างของปัญหาที่ไกลตัวลง ประเด็นหรือปัญหาไกลตัวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมอยากรู้ อยากเห็นและอยากสัมผัส มิใช่ว่าเฉพาะสิ่งดี ๆ เท่านั้นที่ผมรู้สึกร่วมด้วย แต่เป็นปัญหา ความทุกข์ การต่อสู้ และการเอารัดเอาเปรียบ หรือความอยุติธรรมทางสังคมมันทำให้ผมรู้สึกร่วมกับเขาไปด้วย หลาย ๆ ครั้งผมรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาของผมด้วย ผมรู้สึกเจ็บปวดจากความอยุติธรรมของที่หนึ่งเพราะมันกระทบกับคนทีผมรู้จัก กับคนที่ผมสร้างความเป็นญาติด้วยโดยไม่ได้เกี่ยวข้องทางเชื้อชาติแต่ด้วยความพึ่งพาอาศัยกันผมก็รู้สึกร่วมไปด้วยในทุก ๆ เรื่อง
เมื่อการเดินทางของผมเชื่อมโยงตัวผมเองกับผู้คนต่างบ้านต่างเมืองและเข้าไปรู้สึกร่วมกับความสุขและความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะฉุดตัวเองขึ้นมาสนใจและอยากเรียนรู้กับที่มาที่ไปและเรื่องราวของคนอื่น ๆ มากขึ้น จุดนี้นี่เองที่กลายเป็นประเด็นเปลี่ยนความคิดเดิมของผมและเริ่มตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ผมเริ่มปฏิเสธการรับฟังสื่อเพียงด้านเดียว ผมเริ่มฟังจากหลาย ๆ คน หลายสื่อและเริ่มฟังด้วยการตริตรองและใคร่ครวญมากขึ้น ผมเริ่มมองภาพอเมริกาที่ถือตัวว่าเป็นตำรวจโลกแตกต่างออกไป ผมเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสื่อกับการรองรับผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติใหญ่ ผมเริ่มมองเห็นสื่อกระแสหลักกับบทบาทในการเสแสร้างสร้างคุณค่าประชาธิปไตย เสรีภาพ ตลาดเสรี และหยิบยื่นให้กับประเทศโลกที่สาม ในขณะเดียวกันผมก็เริ่มมีหลักพื้นฐานในการปักใจเชื่อหรือปฏิเสธสื่อต่าง ๆ หลักพื้นฐานของผมก็คือว่า มนุษย์ไม่มีความจำเป็นด้วยการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาแต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ ของผืนโลกเกิดมาจากความหวาดกลัวว่าประเทศโลกที่สามเหล่านี้จะลุกขึ้นมาต่อสู้ได้ ผมเริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม ๆ ที่สอดคล้องกับสื่อกระแสหลัก ๆ ผมตั้งคำถามกับสถาบันการศึกษา หรือกระบวนการหล่อหลอมกล่อมเกลาเดิม ๆ ว่ามันเป็นทางออกให้กับสังคมจริงหรือไม่ หลักของผมก็คือมันทำให้ผมมองหาความเหมือนจากความเป็นมนุษย์เจอหรือไม่ หรือว่าสุดท้ายความขัดแย้ง ลัทธิอุดมการณ์การเมืองมันเป็นเพียงเครื่องมือสนองความต้องการครอบครองโลก ครอบครองทรัพยากร และสนองความเป็นตัวกูของกูของผู้ที่มีอำนาจมากกว่าในยุคนี้
ประวัติศาสตร์ที่ว่าไกลตัวเมื่อก่อนนั้นมันยังได้แสดงตัวที่คล้าย ๆ กันอยู่ในปัจจุบัน ความขัดแย้งและการแก่งแย่งทรัพยากรยังมีให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งเราเชื่อมโยงกันมากขึ้นและมองออกไปไกลกว่ากะลาที่ครอบเราอยู่ก็ยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า ปัญหาโลกก็คือปัญหาเรา ความเจ็บปวดจากการเบียดเบียนของประเทศหนึ่งต่อประเทศหนึ่งมันก็ถึงเราในที่สุด เมื่ออดีตเรามีชาวยุโรป เช่น ดัตช์ ฮอลันดา เบลเยี่ยม เดนมาร์ก เข้าไปยึดพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อเป็นอาณานิคม ต่อมาก็มีฝรั่งเศส และอังกฤษ ในปัจจุบันนี้ประเทศเหล่านี้ก็มาแทนที่ด้วยสหรัฐอเมริกาที่เข้าครอบครองการเป็นเจ้าโลกทางเศรษฐกิจ และการควบคุมการทหาร ประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งและการครอบครองมิได้อยู่ไกลตัวเลย ที่ใดที่มีทรัพยากรอยู่มากมันก็ดึงดูดมหาอำนาจให้เข้ามาจัดการอย่างไม่ปราณีปราศรัยได้เช่นกัน ปรากฏการณ์ทั้งใกล้ตัวและไกลตัวปัจจุบันนี้มันอาจเกี่ยวข้องกันโดยแยกไม่ออก เหตุการณ์ในประเทศหนึ่งอาจมีการบงการในต่างประเทศ หรือการกระทำของรัฐบาลมหาอำนาจประเทศหนึ่งอาจส่งผลกระทบกับประเทศต่าง ๆ อีกทั่วโลก นี้คือจุดเปลี่ยนที่บล็อกนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นมา
คำถามทุกคำถามถือได้ว่าเปลี่ยนวิธีคิดและโลกทัศน์ของผมจากเหรียญด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึง และ ณ เวลาปัจจุบันมันน่าจะเป็นเวลาที่เราต้องทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง (Take Some Actions) อย่างน้อยเราแสวงหาความจริงด้วยการช่วยกันกระชากหน้ากากของประเทศที่มีอำนาจถึงวาระซ้อนเร้นที่แท้จริงของประเทศเหล่านี้มันยังไม่เปลี่ยนไปจากการครอบครองทรัพยากรอันมีค่าของประเทศอื่น ๆ บรรษัทข้ามชาติกับสื่อกระแสหลัก (Corporate Media) ทำหน้าที่อย่างไรบ้างในการที่จะช่วยให้ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ขึ้นไปสู่การเป็นมหาอำนาจของโลก หน้าที่ที่สำคัญของปัจเจกชนคือ การตั้งคำถามที่นอกเหนือจากสิ่งที่สื่อกระแสหลักนำเสนอ การมองโลกเป็นโลกเดียวกันและการใส่ใจความเจ็บปวดและความทุกข์ของมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน สุดท้ายการมองหาความเหมือนของมนุษย์และการหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
วันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น